วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2554

คำขอบรรพชาอุปสมบท

อันนี้สำหรับท่องเตรียมตัวไว้ก่อนบวชนะครับ

คำขอบรรพชาอุปสมบท
เอสาหัง ภันเต, สุจิระปะรินิพพุตัมปิ, ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คัจฉามิ, ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ,
ละเภยยาหัง (ละ-ไภ-ยา-หัง) ภันเต, ตัสสะ ภะคะวะโต, ธัมมะวินะเย ปัพพัชชัง, ละเภยยัง (ละ-ไภ-ยัง) อุปะสัมปะทัง.
ทุติยัมปาหัง ภันเต, สุจิระปะรินิพพุตัมปิ, ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คัจฉามิ, ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ,
ละเภยยาหัง (ละ-ไภ-ยา-หัง) ภันเต, ตัสสะ ภะคะวะโต, ธัมมะวินะเย ปัพพัชชัง, ละเภยยัง (ละ-ไภ-ยัง) อุปะสัมปะทัง.
ตะติยัมปาหัง ภันเต, สุจิระปะรินิพพุตัมปิ, ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คัจฉามิ, ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ,
ละเภยยาหัง (ละ-ไภ-ยา-หัง) ภันเต, ตัสสะ ภะคะวะโต, ธัมมะวินะเย ปัพพัชชัง, ละเภยยัง (ละ-ไภ-ยัง) อุปะสัมปะทัง.
อะหัง ภันเต, ปัพพัชชัง ยาจามิ, อิมานิ กาสายานิ วัตถานิ คะเหต๎วา, ปัพพาเชถะ มัง ภันเต,
อะนุกัมปัง อุปาทายะ.
ทุติยัมปิ อะหัง ภันเต, ปัพพัชชัง ยาจามิ, อิมานิ กาสายานิ วัตถานิ คะเหต๎วา, ปัพพาเชถะ มัง ภันเต,
อะนุกัมปัง อุปาทายะ.
ตะติยัมปิ อะหัง ภันเต, ปัพพัชชัง ยาจามิ, อิมานิ กาสายานิ วัตถานิ คะเหต๎วา, ปัพพาเชถะ มัง ภันเต,
อะนุกัมปัง อุปาทายะ.

เกสา, โลมา, นะขา, ทันตา, ตะโจ / ตะโจ, ทันตา, นะขา, โลมา, เกสา


คำขอศีล ๑๐
อะหัง ภันเต, สะระณะสีลัง ยาจามิ, ทุติยัมปิ อะหัง ภันเต, สะระณะสีลัง ยาจามิ, ตะติยัมปิ อะหัง
ภันเต, สะระณะสีลัง ยาจามิ.
๑. ปาณาติปาตา เวระมะณี ๖. วิกาละโภชะนา เวระมะณี
๒. อะทินนาทานา เวระมะณี ๗. นัจจะ/คีตะ/วาทิตะ/วิสูกะทัสสะนา เวระมะณี
๓. อะพรัหมะจะริยา เวระมะณี ๘. มาลาคันธะ/วิเลปะนะ/ธาระณะ/มัณฑะนะ/วิภูสะนัฎฐานา เวระมะณี
๔. มุสาวาทา เวระมะณี ๙. อุจจาสะยะนะ/มะหาสะยะนา เวระมะณี
๕. สุราเมระยะ/มัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี ๑๐. ชาตะ/รูปะ/ระชะตะ/ปะฎิคคะหะณา เวระมะณี
อิมานิ ทะสะ สิกขาปะทานิ สะมาทิยามิ (ว่า ๓ ครั้ง)


คำขอนิสัย
อะหัง ภันเต, นิสสะยัง ยาจามิ. ทุติยัมปิ อะหัง ภันเต, นิสสะยัง ยาจามิ. ตะติยัมปิ อะหัง ภันเต,
นิสสะยัง ยาจามิ.
อุปัชฌาโย เม, ภันเต โหหิ. (ว่า ๓ ครั้ง)
อัชชะตัคเคทานิ เถโร, มัยหัง ภาโร, อะหัมปิ เถรัสสะ ภาโร. (ว่า ๓ ครั้ง)


คำขออุปสมบท
สังฆัมภันเต, อุปะสัมปะทัง ยาจามิ, อุลลุมปะตุ มัง ภันเต, สังโฆ อะนุกัมปัง อุปาทายะ.
ทุติยัมปิ ภันเต, สังฆัง อุปะสัมปะทัง ยาจามิ, อุลลุมปะตุ มัง ภันเต, สังโฆ อะนุกัมปัง อุปาทายะ.
ตะติยัมปิ ภันเต, สังฆัง อุปะสัมปะทัง ยาจามิ, อุลลุมปะตุ มัง ภันเต, สังโฆ อะนุกัมปัง อุปาทายะ.

อะหัง ภันเต...................นามะ
อุปัชฌาโย เม ภันเต, อายัส๎มา ธีระปัญโญ นามะ
.....................................

วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2554

บันทึกประจำวันที่ 15 (วันอังคารที่ 14 เมษายน 2552 )

วันอังคารที่ 14 เมษายน 2552 [ทบทวนบทเรียน]

กิจกรรมวันนี้ก็มีเรียนเช้าบ่ายปกติ ไม่มีอะไร เวลาว่างก็นั่งสรุปบทเรียน
กรรมฐานที่ทำมาในแต่ละวัน ทั้งจากทำเอง อ่านหนังสือ พระอาจารย์สอน ประยุกต์ใช้
การใช้จริง ทั้งหลายทั้งปวงก็พยายามไปอ่านทบทวน ทั้งบันทึกประจำวัน ทั้งที่จด
มาจากบทเรียน ทั้งจากที่ทำประสบมาเอง รวบรวมๆ มาเรียบเรียงรวมไว้ที่เดียวกัน
เป็นการสรุปผล ขั้นตอนการพัฒนามาเรื่อยๆ ก็กะว่าคืนนี้กับคืนพรุ่งนี้
2 คืน จะใช้เวลาทบทวนบทเรียนแล้วสรุปๆออกมาให้หมด นอนน้อยหน่อย
ก็คงไม่เป็นไร เพราะวันพฤ.กับวันศุกร์ก็ลาไว้แล้ว แถมรัฐบาลประกาศหยุดเพิ่มด้วย

แล้ววันนี้โชคดีมากเลย พระอาจารย์มหาสนทยากลับมา แล้วมาพานำทำวัตร
จังหวะสวดท่านแปลกๆแต่ก็เร็วดี แล้วท่านก็สวดเสียงดังมาก กระพึ่มเลยทีเดียว
ก็มึนกันตามๆกัน แล้วท่านก็มีมาตรการเด็ด ทำวัตรเย็นยังไงๆก็ 2 ชม.
กำหนดไว้ตายตัว เป็นการฝึกสำรวจดูความทุกข์ ความอยากในตัวเอง
ใครทรมานมาก ก็เป็นเพราะตัณหาคือความอยาก มีมาก แล้วก็เป็นยังงั้นจริงๆ
สวดมนต์เสร็จก็ให้นั่งสงบใจประมาณ 15 นาที แล้วนั่งต่ออีกประมาณ 30 นาที
กระสับกระส่ายกันมากๆ แต่ที่ท่านสอน เราฟังแล้วสุดยอดเลย

ท่านสอนเรื่องกรรมฐานกับมรรค 8 การทำกรรมฐานมันมีมรรค 8 อยู่ในนั้น
การมองเก็นทุกข์ (สัมมาทิฐฐิ) การมองดูมันอย่างวางเฉย มองตามจริง
มีความเพียรตั้งอยู่ ไม่สุข ทุกข์ไปกับอาการต่างๆ แต่ระลึกรู้ตัวอยู่ ตั้งมั้นมีสมาธิอยู่
ทั้งหมดเกิดขึ้นพร้อมกัน ขณะเดียวกัน

พึ่งเข้าใจว่ามรรค 8 ปฏิบัติกันแบบนี้ ฝึกกันแบบนี้นี่เอง กรรมฐานจึงเป็น
ทางที่จะไปถึงการตรัสรู้ได้

แล้วพอจบก็ไปถามถึงอาการต่างๆที่เคยทำๆมา พระอาจารย์ก็บอกถึง
วิธีการทำ วิธีการคิดที่ถูกต้องมาให้ คืนนี้คงต้องเปลี่ยนแผน ยังไม่สรุป ต้องลุยทำ
ตามที่พระอาจารย์แนะนำดูก่อน สู้ๆ

--------------------------------------------------------------------------------------------

ความทุกข์มันไม่ได้เกิดที่ร่างกาย
มันเกิดที่ใจ -- ตัณหา 3
- อยากได้ในสุข
- ไม่อยากได้ในทุกข์
- ...

[สมาธิ กรรมฐานที่ดี (จากที่ถามพระอาจารย์มา)]
- มีสติ ระลึกรู้อาการของกาย ใจทั้งหมด
- สุขรู้
- ทุกข์รู้
- เฉยๆรู้
- ขณะจิตฟุ้งซ่านให้กำหนดรู้ มันจะดับไป
- ต้องระลึกรู้บ่อยๆ ไม่ปล่อยให้มันฟุ้งไปยาว
พยายามฟุ้งแล้วรู้ ฟุ้งแล้วรู้
- จิตธรรมชาติมันจะวิ่งตลอด - อนาคต/อดีต
ต้องฝึกให้มันอยู่กับปัจจุบันขณะให้ได้ คือ รู้ตัวอยู่
- วางเฉยทั้งในความพอใจ และความทุกข์ ปล่อยมันวางลง สักแต่ว่ารู้เพียงอย่างเดียว
- หยุดความคิดต่างๆลง สักแต่ว่ารู้ แล้วปล่อยมันวางลง ไม่ต้องหาเหตุ หาผลใดๆ
- ทำให้ได้ 1 ชม.
- ทำสัจจะอธิษฐานให้ได้
- ทำความเพียรให้ถึง
- ขันติ
- ถ้าสมาธิยังไม่เกิด ให้อดทนไปก่อน (ทนกับความทุกข์)
แล้วพัฒนาเป็นการเจ็บปวดแต่ไม่ทุกข์แทน ปล่อยวางมันให้ได้

- สมาธิวันนี้ดูดีขึ้นแต่ยังมีหลับๆบ้าง

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2554

บันทึกประจำวันที่ 14 (วันจันทร์ที่ 13 เมษายน 2552 )

วันจันทร์ที่ 13 เมษายน 2552 [สงกรานต์ ฉ่ำบุญ]

วันนี้ก็คล้ายๆกับเมื่อวานเลยคือ กิจกรรมเหมือนกันเลยแต่วันนี้ไม่ได้ไปบิณฑบาตร
แต่ออกไปนั่งที่ลานหินโค้งตั้งแต่ 6:15 เลย นั่งอยู่ลานหินโค้งนานที่สุดเลยวันนี้
ตั้งแต่ประมาณเกือบๆ 7 โมงถึงประมาณเที่ยงเลย พักล้างบาตรแป๊บเดียว
เมื่อยมาก พยาามจะนั่งสมาธิก็นั่งได้ไม่นานมากประมาณ 15-20 นาทีก็ไม่ไหวแล้ว
นั่งบิดไป พลิกมาอยู่ยังงั้น ก็ฝึกความอดทนดี แล้วยังมีฝนตกลงมาด้วย ดีว่าไม่แรง
ตกแค่ประมาณ 5 นาที ก็ค่อยยังชั่ว เปียกนิดหน่อย แล้วแดดก็ออกทั้งวันเลย
ฟ้าหลังฝนสวยงามเสมอจริงๆ วันนี้ก็ไม่ได้มีใครมาเยี่ยม ก็เลยว่างๆด้วย

ตอนบ่ายวันนี้ก็ไม่มีเรียน จบกิจกรรมช่วงเช้าก็ว่างถึงเย็นเลย
เวลาว่างๆส่วนใหญ่ก็อ่านหนังสือ พุทธประวัติที่ท่านพุทธทาสเขียน ก็อ่านง่ายดี
แล้วก็ไม่ได้มีปาฏิหาริย์อะไรมากมาย ดูแล้วท่านเป็นคนธรรมดาๆเลย ก็เคยคิด
อยู่เหมือนกันว่าเรื่องจริงๆ อาจจะเป็นแนวนี้ก็ได้ พอมาได้อ่านแนวนี้จริงๆ ก็เลยชอบเลย

ตอนค่ำก็บังเอิญหลังจากทำวัตร พระอาจารย์เปิด cd พุทธประวัติให้ดูอีก
เลยได้เปรียบเทียบกับที่อ่านมาพอดีเลย ส่วนใหญ่ก็คล้ายๆกันแต่ vcd ตัดเยอะมาก
รวมถึงรายละเอียดน้อยมากๆ ก็คงเพราะเวลาจำกัดนั่นแหละ

เดี๋ยวก่อนนอนคงทำสมาธิไม่นานมาก เพราะดึกมากแล้ว

------------------------------------------------------------------------

เวลาที่เหลืออีก 2 วัน ใช้สรุปประสบการณ์ทั้งหมด
ที่ได้จากการบวชมาทำเรียงเป็นลำดับๆ
เน้นเรื่องกรรมฐานเพียงอย่างเดียวก่อน
- บทเรียน
- ความรู้สึกตอนปฏิบัติ
- การพัฒนาการ
- ผลที่เห็นและการนำไปใช้
- การพัฒนาต่อไป

บันทึกประจำวันที่ 13 (วันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน 2552)

วันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน 2552 [เดินตามหลวงพ่อปัญญา]

วันนี้ก็เป็นวันอาทิตย์ครั้งที่ 2 (ครั้งสุดท้ายแล้ว อิๆ) คนเยอะมากมาย เหมือนอาทิตย์
ที่แล้วเลย วันนี้แป้งมาด้วยได้คุยกันแป๊บๆเอง ได้เห็นหน้าพี่แป้งแล้ว
ก็หายห่วง ทุกอย่างเรียบร้อยดี ก็ต้องขอบคุณ อนุโมทนาพี่แป้งด้วย ที่ไม่งอแงเลย
อดทน ไม่บ่นอะไรซักคำ ก็ถือว่าได้ทำบุญร่วมกันนะ อนุโมธนา สาธุ

วันนี้เช้า ทั้งเช้าก็อยู่ที่ลานหินโค้ง แทบจะตลอด นั่งฟังหลวงพ่อพระอุปัชฌา
เทศน์ให้ญาติโยมฟัง ก็รู้สึกไม่ทรมานเหมือนอาทิตย์ก่อนแล้ว อาทิตย์ก่อน
ที่อยู่หินโค้งทั้งเช้าแบบนี้ ปวดหลังมาก เมื่อยขาด้วย ทรมานสุดๆ
แต่วันนี้ไม่ปวดหลังเลย เท่ากับการฝึกนั่งกรรมฐานทุกๆวัน ของเราออกผลแล้ว
ก็น่าดีใจ แล้วก็ภูมิใจที่อดทน พยายามมา

วันนี้เริ่มประเพณีสงกรานต์ด้วย มีการสรงน้ำพระ (ญาติโยมรดน้ำที่มือพระ) ก็ดูสวยงามดี
ประเพณีไทย เห็นญาติโยม ปู่ย่า ตายายแก่ๆ เวลารดน้ำพระจะยิ้มดีใจ
รดเสร็จก็ยกมือไหว้ สาธุ เห็นแล้วน่าปลาบปลื้มใจ ต้องทำตัวให้ดีขึ้นๆไป
เพื่อคุ้มกับที่ญาติโยม กราบไหว้

ตอนบ่ายก็มาถ่ายรูป เพื่อลงหนังสือรุ่น ก็รู้สึกไม่ดีนิดนึงที่ความสามัคคี ความพร้อมเพรียง
ไม่ค่อยมีกันเลย เพื่อนประกาศเรียกหลายรอบอยู่ ถึงจะออกมากันได้ ก็เอาเถอะ
เราต้องพยายามปฏิบัติตัวเองให้ดีที่สุดละกัน จะได้ไม่เสียใจทีหลัง

ตอนค่ำก่อนทำวัตรเย็นได้ดู CD วันที่บวช (ที่ออกทีวี) รู้สึกเร็วมาก แปปเดียวจะสึกแล้ว
นึกถึงวันนั้นก็นึกถึงความตั้งใจ ก่อนบวช ถึงวันนี้ก็ถือว่าพอใจนะ กับการปฏิบัติที่ผ่านมา
มีย่อหย่อน ฟุ้งซ่านกันไปบ้าง ก็ธรรมดาโลก ^o^

หลังทำวัตรได้ดู cd หลวงพ่อปัญญาที่ออกคนค้นคน สุดยอดมาก หลวงพ่อท่าน
อายุ 96 ปี เดินไม่ค่อยจะไหว ต้องมีคนพยุงตลอด ท่านยังทำงานทุกวัน ออกไปรับกิจ
นิมนต์ ทุกวัน ตอนท่านไปนอนรพ. ยังแว๊บออกมาอัดรายการวิทยุด้วย ท่านสุดยอดจริงๆ
ขอน้อมนำการปฏิบัติของท่านมาเป็นตัวอย่างในการดำเนินชีวิตต่อไปครับ สาธุ

------------------------------------------------------------------------

อนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา [สามัญลักษณะ 3]
- อนัตตา ความไม่มีตัว ไม่มีตน
ทุกสิ่งเป็นสิ่งที่จิตนำมาปรุงแต่งขึ้น
รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส
- อะไรคือสวย
คนๆเดียวกัน คนนึงบอกว่าสวย อีกคนบอกว่าไม่สวย
แปลว่าสวยไม่สวยมันอยู่ที่ไหน มันอยู่ที่ใจ
แปลว่าสวย ไม่สวย มันไม่มี ใจมันปรุงแต่งเองขึ้นมา
- อะไรคือหอม
ทุเรียนบางคนบอกหอม บางคนบอกเหม็น
น้ำหอมแต่ละกลิ่น บางคนบอกหอม บางคนบอกเหม็น
แปลว่าความหอมก็เกิดที่ใจ ใจมันปรุงแต่ง
- ถ้าใจไม่ปรุงแต่ง?
รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ต่างๆ
ความชอบ ความเกลียด ความเจ็บปวด มันเกิดจากการปรุงแต่ง
ทั้งสิ้น แท้จริงแล้ว มันไม่มีตัว ไม่มีตน ไม่มีอะไร
แต่จิตเราไปปรุงแต่ง สัมผัสต่างๆเข้าเกิดเป็นความสวย
ความหอม ความอร่อย ความชอบ ความเกลียดขึ้นมา
- การฝึกจิต
ฝึกให้ควบคุมมันได้ ควบคุมการปรุงแต่งของจิต
ระงับการปรุงแต่ง ว่าสวย ว่างาม ว่าอร่อย ไม่อร่อย ชอบ ไม่ชอบ
เมื่อระงับมันลงได้ บรรเทามันลงได้ ความทุกข์ก็เบาบางลง
ความสุข ความสงบ มันก็เพิ่ม

ขออธิษฐานน้อมนำเอาหลวงพ่อปัญญาเป็นครูอาจารย์ที่เคารพ
ที่ยึดถือไว้ในจิตในใจ เป็นตัวอย่างที่ดีของผมต่อไป
ขอเดินตามแนวทางการปฏิบัติของหลวงพ่อครับ สาธุ

ก่อนนอนทำสมาธิเต็มที่

------------------------------------------------------------------------

พระพรหมมังคลาจารย์ หลวงพ่อปัญญา นันทะ

แนวทางปฏิบัติของท่านสุดยอดมากๆ เอาประโยชน์เป็นที่ตั้ง ไม่ยึดวัตถุเลย
อะไรไม่ถูกต้อง ท่านจะสอน จะว่าหมด

อายุ 96 ท่านไม่มีขี้เกียจเลย ไม่นอน มันเสียเวลา
ท่านว่า เวลาท่านเหลือน้อย มีเวลาต้องรีบทำงาน ตายแล้วมันทำไม่ได้
ทั้งๆที่ร่างกายท่านก็แก่มากแล้ว ท่านยังตื่นแต่เช้า ทำงานตั้งแต่เช้าจนค่ำ
ทำอย่างสนุก ทำอย่างมีกำลังใจ อยากสอนคน อยากช่วยคน

ดู vdo ของท่านแล้ว น้ำตาจะไหล พูดได้เต็มปากเลยว่า แบบนี้แหละ
กราบได้สนิทใจเลย แล้วท่านยังประหยัดมาก แม่บ้านจะซักผ้า ท่านยังว่าเปลือง
ปิดไฟที่กุฏิ ถ้าไม่มีคนอยู่ตลอด

เวลาท่านออกไปสั่งสอนที่ไหน เดินไม่ค่อยสะดวก ต้องมีคนพยุง
ต้องนั่งรถเข็น ใครถามว่าท่านเหนื่อยมั้ย ท่านก็ว่าไม่เหนื่อย
หิวมั้ย ท่านก็ไม่หิว ตอนไปนอนรพ. แล้วท่านจะออกไปสถานีวิทยุ
ไปอัดรายการ คนถามท่านว่า อยู่รพ.แล้วยังออกไปทำงานอีกเหรอ
ท่านยังทำท่า กระฉับกระเฉง แล้วว่า โอ้ย แข็งแรง เห็นแล้วน้ำตาจะไหล
ซาบซึ้งกับกำลังใจ การปฏิบัติ ความเมตตา อยากสั่งสอนญาติโยมมากๆ
(รายการวิทยุของท่านจะมีเวลาประจำ ท่านจะไปตลอดไม่เคยขาด)

แต่ละวันท่านจะไปนู่นมานี่ นั่งรถไปไกลๆ กลับมาท่านก็ยังเทศน์ต่อที่วัดอีก
ซาบซึ้งในน้ำจิตน้ำใจของท่าน ขอให้ท่านไปสู้สุขคติ มีความสุขในภพ ในภูมิที่ท่านอยู่
ขอให้ท่านมีควมสุขมากๆ สาธุ

วันอังคารที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2553

บทความ "การบิณฑบาตร และ การฉัน"

การบิณฑบาตร และ การฉัน

วันแรกที่ตื่นมาบิณฑบาตร หลวงพี่เม ท่านนัดว่าออกประมาณตี 5 ครึ่ง
มาเจอกันประมาณ ตี 5:20 ก็ต้องตื่นประมาณ ตี 5 ก็ตื่นไม่ยากมากเพราะนอนเร็ว
ประมาณไม่เกิน 4 ทุ่มก็นอนแล้ว ก็ไม่งัวเงียมาก แล้วก็ยังเป็นแรกๆที่บวช
ความตั้งใจยังเต็มเปี่ยมอยู่ด้วย

แต่วันถัดๆมาต้องทำวัตรเช้าก่อนที่จะไปบิณฑบาตร
ต้องตื่นตั้งแต่ตี 3 ครึ่ง เริ่มทำวัตรตี 4 ทำวัตรเสร็จประมาณตี 5
กลับมาแป๊บนึงก็ต้องออกแล้ว ก่อนไปก็ต้องปลงอาบัติ อันนี้ดี ปลงอาบัติก่อน
ออกไปบิณฑบาตร เพื่อให้มีความบริสุทธิ์เป็นเนื้อนาบุญที่ดี
เมื่อญาติโยมใส่บาตรจะได้บุญมาก ปลงเสร็จก็จัดเตรียมบาตร
ย่าม ช้อน ส้อม ห่มจีวร สะพายบาตร เตรียมจะออกไป
จะเห็นว่าแทบไม่มีเวลาว่างเลย ก่อนที่จะออกไป
บางวันที่นอนดึกหน่อย รึว่าหลับไม่ดี ก็จะง่วงมากตอนเดิน บิณฑบาตร
บางวันแทบจะหลับเลยทีเดียว บางวันก็หิว ไม่มีแรงเดิน
ต้องพยายามหาน้ำปานะ ฉันก่อนจะออกบิณฑบาตร
จะได้มีแรงเดิน ไม่งั้นไม่ไหว ทั้งหิว ทั้งง่วง - -"
ก็ถือเป็นการฝึกให้ไม่ขี้เกียจกับการตื่นนอนที่ดีเลย
เพราะบางวันง่วงมาก ก็ต้องฝืนใจ เอาชนะความขี้เกียจ ลุกขึ้นไปให้ได้
บางวัน กลับมาจากทำวัตรไม่ไหวจริงๆ ก็แอบเอนซักแป๊บนึงก็ยังมี
ก็ต้องฝืนใจลุกกันขึ้นมาให้ได้ แค่ 10 กว่าวัน ต้องทำให้ได้ อึ๊บบ

การห่มจีวรออกไปนอกวัด ต้องห่มคลุมคือปิดไหล่ทั้ง 2 ข้างเลย
แล้วสะพายบาตรไว้ เอามือประคองไว้ไม่ให้ฝาบาตรร่วง
แล้วทีนี้จีวรก็ต้องห่มให้ดี ไม่ให้หลุด ลุ่ยได้ ก็หลวงพี่เม สอนเทคนิคให้นิดนึง
คือเอาสายสะพายบาตร ไปเหนี่ยวจีวรที่ไหล่ไว้ เป็นการลอคไว้
ไม่ให้จีวรหลุด ก็ทำให้จีวรไม่ลุ่ยออกมาได้
หลักๆคือต้องระวังฝาบาตร อย่าให้ร่วงได้ มีบางท่านก็ทำร่วงเหมือนกัน
ตอนเช้าตรู่เดินออกมาที่จุดรอ ก็จะได้ยินแทบทุกวัน เสียงฝาบาตรร่วงโคร้ง เคร้ง
ก็ต้องฝึกสติ ระวังกันไป แรกๆ กลัวจะหล่นก็เอาถลกบาตรมัดไว้เลย จะได้ไม่ร่วง
แต่พอโยมจะใส่บาตรก็ต้องรีบแกะเหมือนกัน หุหุ
ที่หนักไปกว่าฝาบาตรร่วงคือ ถลกบาตรหลุด !!!
อันนี้มีสิทธิ์ทั้งบาตร ไม่ใช่แค่ฝา
มีบางวัน ผมก็ทำหลุดเหมือนกัน แต่ยังดีที่ประคองไว้ทัน เกือบไปๆ

บางทีพระอาจารย์ก็บอกว่า ถ้าใครทำฝาบาตรหล่น เดี๋ยวโยมบ้านนั้นเค้าถือ
ต้องไปยืนกระต่ายขาเดียว หน้าบ้านโยมที่ทำหล่น แล้วท่องอิติปิโสย้อนกลับ ร้อยจบ!!!
ก็คือ ต้องระวังสุดชีวิตนั่นเอง ห้ามเผลอเด็ดขาด
การเดินไปบิณฑบาตร ต้องเอากรรมฐานไปด้วย คือต้องมีสติ มีสมาธิอยู่ตลอด
ญาติโยม เค้าต้องตื่นกันมาตั้งแต่เช้าตรู่ ทำกับข้าวเอง
ทำกับข้าวที่ดีที่สุด ก่อนถวายก็ยังยกมือไหว้ท่วมหัว ไหว้แล้วไหว้อีก
เราต้องตั้งใจให้ดี ไม่งั้นจะเป็นบาปเป็นโทษไปซะ
ต้องทำตัวให้สมกับที่ชาวบ้านกราบไหว้ บูชา

พอบิณฑบาตรไปหลายๆวัน ก็เริ่มจะรู้ว่าโยมบ้านไหนใส่บาตรบ้าน
ซึ่งหลายๆบ้าน แล้วก็ส่วนใหญ่ด้วย โยมใส่ทุกวัน ขยันมาก
ส่วนใหญ่อายุเยอะๆ แต่ที่อายุไม่เยอะก็มี วันไหนออกช้าไปถึงโยมก็รออยู่หน้าบ้านแล้ว
วันไหนออกเร็ว โยมก็รออยู่แล้ว แปลว่าโยมตื่นมาแต่เช้ามืด มาทำกับข้าว
หุงข้าว ออกมารอพระยังงี้ ทุกวันเลย ตั้งใจกันมากๆ
บางคนแก่มากแล้ว เวลาตักข้าวใส่บาตรมือก็สั่นๆ เห็นแล้วน่าปลื้มใจในศรัทธา
ความตั้งใจของโยมมาก เราก็ต้องทำตัวให้สมกับที่โยมศรัทธาให้ได้
ต้องไหว้ตัวเองให้ได้

อีกเรื่องนึงคือเรื่องเงินที่โยมใส่บาตรถวายมา
ตอนก่อนบวช พระอาจารย์บอกว่าไม่ให้พกเงิน
ก็เลยงงๆเล็กน้อยว่า ทำไงกับเงินนี่ดี เก็บไว้ได้มั้ย
หยอดตู้ดีมั้ย รึเก็บไว้ดี เอายังไงดี ลังเลใจแล้วก็กังวลอยู่เป็นวันเลยทีเดียว
ตอนประชุมพระอาจารย์บอกว่า เงินที่ญาติโยมใส่บาตร
ท่านไม่บังคับว่าให้เอาไปหยอดตู้ ท่านเข้าใจว่าฐานะของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
ใครมีความจำเป็นจะเก็บเอาไว้ก็ได้ ท่านไม่ได้ว่าอะไร
แต่ให้คิดนิดนึงว่าจะเอาไปใช้ทำอะไร ถ้าเรื่องการศึกษายังงี้ไม่เป็นไร
แต่ถ้าจะเอาไปใช้ ไร้สาระ อย่าทำ เพราะเงินนี้ญาติโยมก่อนถวายมา
ยกมือท่วมหัว ไหว้แล้วไหว้อีก ถวายมา อย่าเอาไปใช้ในทางเสียหาย
มันจะเป็นโทษ พอได้ยินยังงั้นแล้วก็ยังไม่หายลังเลนะ
เพราะว่ากำลังเก็บเงินทำร้านอยู่ เอาไงดี
สุดท้ายรู้สึกว่าเก็บเอาไว้แล้วมันกังวลมากเกินไป ไม่รู้ว่าเก็บไปใช้มันจะเป็นบาป
เป็นความกังวล ความลังเลติดตัวไปรึปล่าว อย่ากระนั้นเลย
เอาไปทำบุญดีกว่า ก็เลยเอาไปหยอดตู้ซะ หลังจากหยอดตู้ไปแล้ว
โล่งเลย มันหายกังวล หายลังเล สบายใจ
ก็เลยได้คำตอบว่า ไม่เก็บไว้ดีกว่า เงินที่ได้จากที่โยมถวายมา จะเอาไปทำบุญให้หมด
พอคิดได้แบบนี้ ก็หมดความกังวลกับเรื่องเงินที่โยมถวายมาเลย
การสละ จากของที่มี มันเป็นแบบนี้นี่เอง
นี่เองความสว่าง ความเป็นบุญเป็นกุศลจากการให้ ความไม่เห็นแก่ตัว

เรื่องการเดินบิณฑบาตร ต้องเดินเท้าเปล่า ทีแรกคิดว่าเดินใส่รองเท้าได้ซะอีก
แต่ก็ดี จะได้รับความรู้สึกที่เท้าได้ดี ทำกรรมฐานขณะเดินไปด้วย
พอเดินจริงๆ วันแรกๆ เจ็บเท้ามาก พื้นถนนตอนเช้าตรู่ ดีว่าไม่ร้อนเพราะ
เริ่มเดินตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเลย แต่พื้นจะมีหิน มีกรวดอยู่เต็มไปหมด
เวลาเดินเหยียบลงไป ก้อนเล็กๆก็ตำเท้า บางอันก็ฝังติดเท้าเลย
ก้อนใหญ่นี่ไม่ต้องพูดถึง เหยียบไปทีเจ็บมาก เดินไปๆ รู้สึกเลยว่าเท้ามันเป็นรูๆ
แรกๆเดิน เวลาเจอน้ำขังบนถนน จะเดินหลบ แต่พอเดินไปๆ มันก็มีบางที่ที่มันหลบไม่ได้
ก็ต้องเดินเหยียบน้ำไป ปรากฎว่าน้ำที่ปกติเรารังเกียจ เราเดินหลบ กลับช่วยล้างเอาหินที่ตำเท้าเราอยู่
ออกไปให้ คลายความเจ็บความปวดลงไปได้ บางครั้งสิ่งที่เรารังเกียจ เราไม่ชอบก็อาจจะดีกับเราก็ได้

แล้วเพราะระยะทางที่เดินมันไกล ถึงไกลมาก เลยต้องเดินเร็วนิดนึง
ทำให้บางทีเดินเผลอๆ เหยียบเอาหินก้อนใหญ่ๆเข้า ถึงกับจะทรุดกันเลยทีเดียว
ก็ต้องอดทน ตั้งสติเดินกันไปเป็นการฝึกความอดทน ฝึกสติ สมาธิ
บางวันที่ง่วงนอนนี่ไปกันใหญ่เลย เท้าก็ระบมเป็นรูๆ แล้วง่วงนอนอีก
บางทีมีหิวด้วย ต้องข่มใจ ไม่ให้ความเบื่อ ความขี้เกียจพวกนี้มาครอบคลุมจิตใจได้
ต้องตั้งใจเพื่อญาติโยมที่ตั้งใจตื่นแต่เช้าทำกับข้าวมาใส่บาตรด้วย

ขณะที่โยมใส่ของก็ต้องมองแต่ในบาตรตัวเอง ไม่มองบาตรท่านอื่น
หรือไม่มองหน้าโยม อันนี้รู้สึกมากับตัวเองเลย
พอเผลอไปมองตอนที่โยมใส่บาตรให้พระท่านอื่น
ก็เผลอคิดว่าโยมใส่อะไรนะ มีอะไรน่ากินบ้างนะ เกิดกิเลสทันที
บางทีก็มองหน้าโยมว่าโยมหน้าตาเป็นไงอีก
ต้องตั้งสติ ตั้งใจให้ดีไม่งั้น เราก็ไม่คู่ควรกับของที่โยมเอามาใส่

ส่วนใหญ่โยมที่ใส่บ่อยๆ จะทำกับข้าวเอง มีบ้างที่ซื้อข้าวมันไก่
ซื้ออะไรมาใส่บ้าง แต่ก็เป็นของอย่างดีมาใส่
จะมีไม่เยอะที่ซื้อกับข้าวถุงๆ หน้าวัดมาใส่
พระอาจารย์ก็บอกว่าให้บอกโยมว่าอย่าไปซื้อมาใส่
ให้ทำเอง ดีที่สุด กับข้าวที่เค้าทำขาย คุณภาพไม่ได้เรื่องเลย
แถมร้านค้าที่ขายอยู่หน้าวัด ก็เอาเปรียบวัด ทำของไม่มีคุณภาพ
พระอาจารย์เคยไปถามว่ากับข้าวเนี่ย เคยกินเองมั่งมั้ย
เค้ากลับตอบว่า กับข้าวทำไว้ขายไม่ได้ทำไว้กิน!!
แถมไล่ก็ยังไม่ไป มีเอาคนมาปิดหน้าวัดมั่ง
มายืนด่าพระอยู่หน้าวัดมั่ง - -" ทำกันไปได้พวกนี้ ไม่กลัวนรกซะเลย

แล้วก็ถังสังฆทานอีก พระอาจารย์เอาของในถังที่ขายๆกันมาให้ดู
แต่ละอย่างใช้ไม่ได้เลย มีผ้าอาบผืนนึง ผืนเล็กนิดเดียว ห่มอาบก็ไม่ได้
มียาอยู่กล่องนึง กล่องเบ่อเร่อ มียาอยู่แผงเดียว น้ำอีก ก็มีกลิ่น ฉันไม่ได้
แล้วยังขายแพงมาก ท่านบอกว่าถ้าจะทำบุญก็เอาของที่เราใช้ธรรมดานั่นแหละมาทำ
อย่าไปซื้อถังพวกนี้ มันเป็นแบบคนซื้อไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ซื้อ เลยไม่ได้เรื่องแบบนี้

เรื่องการให้พรโยมนี่ แรกๆก็งงเหมือนกันว่าจะให้พร หรือไม่ให้พรดี
ไปวันแรกก็ให้พรตามหลวงพี่ไป พอบ่ายไปเรียน พระอาจารย์ก็บอกว่า
ไม่ต้องให้พร เป็นอาบัติ คือจะเป็นอาบัติในข้อที่ว่า
พระสงฆ์ยืนอยู่ ห้ามแสดงธรรมแก่ผู้นั่งอยู่
การให้พรก็ถือเป็นการแสดงธรรม เพราะพรที่ให้นั้นถ้าแปลออกมาก็คือธรรมะอย่างนึง
เช่น อภิวาธนสี ลิสนิจจัง วุฒทา ปะจายิโน จัตตาโร ธรรมา วัตทันติ อายุวัณโน สุขังพะลัง
แปลความประมาณว่า ประพฤติตนอยู่ในธรรมะ แล้วธรรมะจะคุ้มครองให้มีความสุข
ก็คือการแสดงธรรมนั่นเอง ก็เลยไปถามหลวงพี่เมว่า ทำไมมันอาบัติ แล้วยังให้พรกัน
ก็เจอกันชัดๆเลย พอโยมใส่บาตรเสร็จแล้ว ย่อลงไปยกมือท่วมหัวรอรับพรเลย
แบบนี้ไม่ให้ก็ไม่ได้ แล้วหลวงพี่เมก็บอกว่า ความจริงแล้วบุญของญาติโยมที่ใส่บาตร
มันไม่ได้เกิดเพราะพระให้พรหรอก มันเกิดตั้งแต่ตอนที่ญาติโยม ตั้งใจใส่แล้ว
เค้าได้บุญไปแล้ว แต่ที่ให้พรมันเหมือนกับจับต้องได้มากกว่า เป็นรูปธรรมกว่า
อะไรยังงั้น ถามว่าอาบัติมั้ย ก็อาบัติ แต่ไม่ร้ายแรง แล้วก็ไม่เกิดความเสียหาย
ก็เลยให้ เราก็เห็นว่าให้ดีกว่าเหมือนกัน ก็หายสงสัยไป

ตอนแรกที่บิณฑบาตร คิดว่าจะไม่ค่อยมีคนใส่รึป่าว
เดินๆไปแล้วรอโยมนิมนต์รึป่าว แต่พอเดินจริงแล้ว
กลายเป็นว่า โยมใส่เยอะมาก ไม่คิดมาก่อนเลยว่าจะเยอะขนาดนี้
แต่ก่อนก็เคยเห็นพระแบกของบิณฑบาตรกลับวัด มีเด็กวัดช่วยแบกเยอะแยะ
ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องบิณฑบาตรเยอะแบบนั้น
พอมาเจอเองเลยเข้าใจเลยว่า จริงๆ ไม่ได้ต้องการจะบิณฑบาตรเยอะอะไร
แต่โยมใส่เยอะ ไม่รับก็ไม่ได้ เพราะโยมเค้าจะใส่ ไม่รับก็ขัดศรัทธา
ทุกวันเวลาบิณฑบาตรก็จะมีย่าม เวลาเดินไปโยมใส่มาก็เอาของใส่ย่าม
บางทีก็ย่ามเต็ม บาตรเต็ม ยังไม่ถึงจุดพักก็ต้องหิ้วถุงพาสติกกันไป

โยมใส่ของเยอะมาก ฉันไม่หมด

เลือกของตอนบิณ

เลือกของในกะละมัง

การพิจารณาก่อนฉัน

ระเบียบในการฉัน

การฉันในบาตร

เด็กวัดเดินมาเก็บของที่เราเก็บไว้จะฉัน ก็เกิดเสียดายของนั้นขึ้นมา
ครั้งแรกเลย รู้สึกแบบฆารวาตคือ เอ้าเก็บไปทำไม ของชอบเราอุส่าห์เก็บไว้
ไม่ถามเลย อะไรกันเนี่ย ทำไมทำเงี้ย
พอแป๊บนึงก็รู้สึกตัว เอ๊ะ เราเป็นพระนะ ต้องรู้จักสละสิ
การฉันของเราก็ต้อง ไม่ฉันเพื่อยินดี ไม่ฉันเพื่ออร่อย
ฉํนเพียงเพื่อความตั้งอยู่ได้แห่งกายนี้สิ
พอคิดได้แบบนี้ ก็เริ่มรู้จักจะสละของที่ชอบที่อยากกินได้

การเช็ดล้าง

การวางบาตร

บันทึกประจำวันที่ 12 (วันเสาร์ที่ 11 เมษายน 2552)

วันเสาร์ที่ 11 เมษายน 2552 [ย้อนดูกายใจ]

มาถึงวันนี้ก็วันที่ 12 แล้ว ที่มาอยู่ที่วัด ก็เรียกว่าไม่มีอะไรตื่นเต้นแล้ว
เรียกว่าอยู่จนชินแล้ว ว่างั้น เริ่มมองว่า จะเก็บเกี่ยวอะไรไปใช้ในตอนสึกออกไปได้บ้าง
เตรียมตัวเตรียมใจ เพื่อจะมีใจพร้อมจะออกไปทำภารกิจต่างๆ พร้อมทั้ง
ฝึกจิต ฝึกใจต่อไป ได้อย่างเกิดประโยชน์ เรียกว่าสะสมพลังช่วงสุดท้าย
อะไรยังงั้น (จริงๆก็ยังอีกหลายวันละนะ) แต่วันนี้ดูจะเป็นวันประเพณี พิธีการซะมากกว่า
เพราะพรุ่งนี้ก็จะมีงานสงกรานเป็นวันแรก คือญาติโยมจะมากันมาก มีการสรงน้ำพระ
ทำบังสกุลกัน (แล้วพรุ่งนี้พี่แป้งก็มาด้วย)

สิ่งที่ตั้งใจจะทำต่อไปหลังจากสึกแล้ว ก็มี 2 อย่าง คือ ทำวัตรกับ นั่งสมาธิ
อาจจะทำไม่ได้ทุกวัน แต่ก็ต้องพยายาม เพื่อเป็นการฝึกจิต ฝึกใจ ให้เป็นคนที่แกร่งขึ้น
ดีขึ้น คมขึ้น บังคับใจตัวเองได้ เดินไปในทางที่ถูกที่ควรมากขึ้น

การเรียนวันนี้ก็เป็นการเรียนแบบธรรมะวิชาการคือ พระพุทธประวัติ , ข้อหลักธรรม
ต่างๆ ซึ่งเรียนๆ แล้วก็เข้าหัวบ้าง ไม่เข้าหัวบ้างก็เอาเท่าได้มา การนั่งสมาธิก็
ยังเหมือนเมื่อวานคือ เริ่มไม่ค่อยปวดมากแล้ว แต่ยังได้ไม่นานมาก
นั่งได้ประมาณ 30 นาที พักแป๊บนึง แล้วนั่งได้อีกประมาณ 15 นาที
แต่ก็สงบใจได้ดี แล้วก็ได้วิธีระงับอารมณ์ต่างๆด้วย คือจ้องมองอารมณ์
ที่เกิดขึ้นมาไว้ มันไม่เที่ยง มันจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เช่น ปวดขามากๆ
ก็อยากจะเลิกนั่งสมาธิ ก็เอาจิตไปจับที่ความอยากเลิก มันก็อยู่ได้แป๊บนึง
แล้วความอยากเลิกมันก็หายไป เราก็นั่งได้ต่อ อารมณ์เจ็บปวดก็เหมือนกัน
มันไม่เที่ยงจริงๆ แบบที่พระพุทธเจ้าบอกไว้ [อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา]
- สิ่งต่างๆไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีตัวไม่มีตน

พรุ่งนี้พี่แป้ง คงได้คุยกันหลายเรื่อง ไม่ได้เจอกันตั้งหลายวัน ^v^"

------------------------------------------------------------------------

กินเลี้ยงกาย - ข้าวราดแกง 20 บาท ก็อิ่มแล้ว
กินเลี้ยงกิเลส - กินทางตา ทางหู ทางลิ้น ทางกาย - มากมายอย่างไรก็ไม่เพียงพอ

ความเพียร 4 อย่าง
- เพียรห้ามบาป ที่ยังไม่เกิด (ป้องกัน)
- เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว
- เพียรสร้างบุญ
- เพียรรักษาบุญนั้นไว้

อารมณ์ความรู้สึก มันไม่เที่ยง
อย่ายึดเอาอารมณ์ ความรู้สึกชั่วขณะมาปรุงแต่งมาก
มายึดมั่นมาก อย่าให้มันชักนำเราไป
ละมันทิ้ง วางเฉยเสีย
มันเป็นของไม่เที่ยง ไม่สามารถตั้งอยู่ได้

เล่นกับอารมณ์ ความรู้สึกขณะนั่งสมาธิ
เฝ้าดูกาย ใจ อารมณ์ ที่เปลี่ยนแปลงต่างๆ
มันเป็นอนิจจัง มันไม่เที่ยง!

บันทึกประจำวันที่ 11 (วันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2552)

วันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2552 [ไตรสิกขา - ศีล สมาธิ ปัญญา]

ตอนนี้ดูเหมือนส่วนใหญ่จะเริ่มนึกถึงวันสึกกันแล้ว เริ่มมีการขอเบอร์โทรติดต่อกัน
มีการทำหนังสือรุ่นกัน เริ่มสนิทกันมากขึ้น ก็ตั้งวงคุยกันใหญ่
[เหลืออีกตั้ง 5 วันนา แง่มๆ] สู้ต่อไป พงกี้

ก็ตอนเช้าเรียนวันนี้ หลังฉันเช้าเสร็จก็นอนกลิ้งๆอยู่ที่กุฏิ
ใกล้ๆเวลาจวนเจียนค่อยออกไป กว่าจะกะดึ๊บๆ ออกไปได้ - -"
ความตั้งใจเริ่มจะตก แบบเห็นได้ชัด :'( ออกไปถึงศาลาเรียนเจอหลวงพ่อเจ้าอาวาส
นั่งรออยู่ สะดุ้งเล็กน้อย O.O" ดีนะไม่ได้มาสาย มาพอดี วันนี้หลวงพ่อมาสอน
เรื่องไตรสิกขา คือหลักปฏิบัติของพระพุทธศาสนา ประกอบด้วยหลักใหญ่ๆ
3 ประการ คือ ศีล สมาธิ และปัญญา

การเจริญใน 3 สิ่งนี้คือหลักปฏิบัติสำคัญ เรียกว่าครอบคลุมเลย
แต่ละข้อมีข้อย่อยๆ ลงไปมากมาย

พอตอนบ่ายเรียนเกี่ยวกับพระไตรปิฎก [เรียนไม่รู้เรื่องเลย] เหอๆ
ความตั้งใจตก สมาธิแตกกระจาย - -" ต้องแก้ตัว กลับลำใหม่
เลิกเรียนเสร็จ (เหมือนไม่ได้เรียนเลย) ก้มานั่งๆ นอนๆ เล่นพักนึง คิดอะไรขึ้นมา
ไม่รู้ ก็นั่งสมาธิดีกว่า นั่งได้พักนึงก็รู้สึกสงบ เริ่มคิดนั่นคิดนี่
แล้วก็รู้สึกว่า เวลานั่งสมาธิมันมีสติรู้ตัวขึ้นมาว่า เราควรทำอะไร มีสติ
คิดแบบรู้ตัว ได้พิจารณากว่าตอนอยู่เฉยๆ มันปล่อยตัวไหลไปตาม
กระแสสังคม ค่อยๆไปทีละนิด ทีละหน่อย

ก็การฝึกจิตให้มีสติ มีสมาธิ ก็มีประโยชน์มากมายจริงๆ
ต้องพยายามนั่งให้ได้ทุกๆวัน นั่งบ่อยๆ

"จิตที่ฝึกแล้วจึงจะควบคุมได้"

เรื่องนั่งสมาธิตอนนี้ นั่งได้สบายขึ้น หลังไม่ค่อยปวดแล้ว เริ่มคุมจิตได้สงบได้ดีขึ้น
แต่เรื่องเวลาในการนั่ง ไม่ได้นานขึ้นด้วย นั่งได้ประมาณ 30 นาที

------------------------------------------------------------------------

จิตมันเหมือนกับน้ำ
อยู่ตามทุ่งมันก็ไม่ได้มีพลังอะไร
แต่เอามารวมกันเข้า ฉีดภูเขาก็ยังพัง

การสูญเสียสิ่งใดไป เราเป็นทุกข์เพราะเสียดาย เสียใจ
แต่ความจริงนั้น แต่เดิมสิ่งนั้นไม่ได้มีอยู่แต่เดิม มันมาทีหลัง
"วันนี้เจ้าอยู่กับฉัน พรุ่งนี้มันไม่แน่"

เวลานั่งสมาธิ เรามีสติรู้ตัว สามารถคิด ตัดสินใจได้ดีกว่ามาก

ศีล สมาธิ ปัญญา
- ศึล = ความปกติ ไม่เบียดเบียนใคร
- สมาธิ = รวมจุด ไม่ฟุ้ง เหมือนน้ำที่ฉีด ภูเขาพังได้
- ปัญญา = ความรู้ที่ถูกต้อง มาจากการปฏิบัติจนเข้าใจ
"รู้แต่ทำไม่ได้ มีค่าเท่ากับไม่รู้"

พระไตรปิฎก เล่ม 4 - ประวัติพระพุทธเจ้าหลังตรัสรู้แล้ส
เล่ม 32 ,33 ประวัติพระพุทธเจ้าในแต่ละยุคสมัย

นั่งสมาธิเพื่อฝึกจิตให้มันว่าง
- เพื่อคิด พิจารณาต่างๆ

บันทึกประจำวันที่ 10 (วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2552)

วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2552 [วันพระใหญ่ ลงอุโบสถฟังพระปาติโมก]

วันนี้เข้ากรรมฐานวันสุดท้ายตอนเช้า พระอาจารย์ที่สอนเมื่อวานไม่อยู่
เลยให้พระอาจารย์อีกรูปมาสอนแทน จังหวะท่านไม่ตรงกับที่เคยทำ เลยมึนๆ
เดินจงกรมไม่ค่อยถูกเลย ไม่ค่อยเป็นสมาธิเท่าไหร่ พอมานั่งต่อเลยกำหนดสมาธิไม่ค่อยได้

แล้วตอนบ่ายมีลงอุโบสถตอนบ่าย 2 เลยว่างกว่าทุกวัน ก็เลยกลายเป็นว่า นอนซะเยอะเลย
ตอนเย็นก็ไม่มีทำวัตรด้วย มีเปิด vcd หลวงพ่อพุทธทาสภิกขุให้ดู ตั้งแต่เกิดจน มรณภาพเลย
ท่านทำแต่ความดี จนแม้มรณภาพไปแล้ว ก็ยังสอนคนข้างหลังด้วยงานศพของท่านเอง
ไม่มีพิธีการอะไรใหญ่โตเลย ท่านทำพินัยกรรมไว้ให้จัดแต่เรียบง่ายมากๆ
ดูแล้วเสื่อมใสมากๆ

ก็ดูจบพึ่งจะทุ่มกว่าๆเอง กลายเป็นเลิกเร็วกว่าปกติ ตั้งชม.นึง วันนี้รู้สึกไม่ค่อยได้อะไรเท่าไหร่
ฟังปาติโมกก็ไม่นาน เพราะองค์สวดท่านสวดเร็วมาก (ปาติโมกเป็นศีล 227 ข้อ ปราชิก ปาจิตตี ฯลฯ)

คืนนี้ต้องตั้งใจทำสมาธิให้ดีก่อนนอน
ถึงชม.กรรมฐานจะหมดแล้ว แต่ก็จะปฏิบัติต่อไปจนกว่าจะลาสิกขาบท

------------------------------------------------------------------------

การฝึกจิต
- ไม่ได้ฝึกเพื่อให้เห็นนั่นเห็นนี่
- ไม่ได้ฝึกเพื่ออิทธิฤทธิ์ ถอดจิต ระลึกชาติอะไร
- ฝึกเพื่อ ควบคุมได้ ยามเมื่อมีอะไรมากระทบ
- สั่งได้ ยามต้องการ เช่น เมื่อโกรธก็ระงับได้
เมื่อรำคาญก็ระงับได้ ปล่อยวางได้
- จิตสงบแม้เพียงชั่วงูแลบลิ้น ก็เป็นประโยชน์แล้ว

การบูชาพระด้วย
ธูป 3 ดอก - พระพุทธคุณ 3 ประการ
พระปํญญาธิคุณ
พระบริสุทธิ์คุณ
พระมหากรุณาธิคุณ
เทียน 2 เล่ม - พระธรรม
พระวินัย
ดอกไม้ - พระสงฆ์

การกราบพระ 3 ครั้ง
ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

สมาธิวันนี้ นั่งสบายขึ้นกว่าทุกวันขึ้นไปอีก
ความเจ็บปวดน้อยลบงแบบเห็นได้ชัด
นั่งช่วง 15 นาที ไม่เจ็บปวดเลย สบายขึ้นมาก

บันทึกประจำวันที่ 9 (วันพุธที่ 8 เมษายน 2552)

วันพุธที่ 8 เมษายน 2552 [กาย ใจ คือห้องทดลองที่กว้างใหญ่]

วันนี้ก็เข้ากรรมฐานเหมือนเมื่อวาน สมาธิวันนี้รู้สึกสบายขึ้นกว่าวันก่อนๆ
เยอะเลย หลังที่เคยปวดก็ไม่ค่อยปวดแล้ว เวลาคุกเข่ากราบพระตอนทำวัตร
ก็ไม่ค่อยทรมาน ความปวดล้าที่ขาก็ค่อยๆหายไป รู้สึกเริ่มปรับตัว
เริ่มเข้าที่เข้าทาง (อีกไม่กี่วันจะสึกแล้ว ฮาๆ) วันนี้พระอาจารย์ถามวันสึก
แล้วบอกว่าที่สวนโมกข์ นั่งสมาธิกันวันละ 8 ชม. เช้า 4 ชม. เย็น 4 ชม. O_O
น่าลองดูจริงๆ แต่คงไม่ได้ ต้องกลับไปฝึกต่อเองที่บ้านแล้วล่ะ

เวลาเหลือไม่มากแล้ว พรุ่งนี้ก็จะจบช่วงฝึกกรรมฐานแล้ว
ก็ถือว่าได้ความรู้มามากเลยทีเดียว จากทั้งที่พระอาจารย์สอนกับทั้งที่
อ่านหนังสือ + ฝึกปฏิบัติ ภือว่าค่อนข้างภูมิใจในตัวเองเหมือนกัน

ตอนนี้ก็ดูเหมือนทุกๆอย่าง จะเข้าที่เข้าทาง ทั้งการอยู่ เพื่อนพระด้วยกัน
สภายร่างกาย สภาพจิตใจ เวลาที่เหลือก็ต้องปฏิบัติต่อไป ให้ดี
ให้คุ้มค่าที่สุด

------------------------------------------------------------------------

ผู้มีความเพียรมั่นคง มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว
ประเสริฐกว่าชีวิตตั้งร้อยปี
ของผู้เกียจคร้าน
ไร้ความเพียร

พุทธวจนะ

--------------------------------------------------------------------------

วิปัสนา คือ รู้เห็นความจริงว่าสิ่งทั้งหลาย มันไม่เที่ยง เป็นทุกข์
แปรเปลี่ยนตลอดเวลา ไม่มีตัวตน เมื่อเห็นทางใจเช่นนี้ มันก็เบื่อ ไม่อยาก

ศาสนาพุทธที่แท้คือ ธรรมะ จุดหมายคือการดับทุกข์
เรื่องโชค ลาง กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดวงต่างๆนั้น
ไม่ใช่ศาสนาพุทธ

เชื่อในกฎแห่งกรรม ทุกสิ่งเกิดจากการกระทำของเราทั้งสิ้น
ให้ฤกษ์ดีขนาดไหน แต่เราทำตัวไม่ดี ทุกอย่างก็จบ
การรอฤกษ์ยาม ทำให้เสียเวลา เสียประโยชน์

พิธีรีตรองต่างๆ ไม่มีในพระพุทธศาสนา

พระจะรักษาเรา เมื่อเรารักษาพระ (การปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า)

กาลามสูตร อย่าเชื่อเพราะ
-ฟังตามๆกันมา
-ทำสืบต่อๆมา
-เชื่อข่างลือ
-อ้างว่ามีในตำรา คัมภีร์
-นึกเดาเอาเอง
-คาดคะเนเอาเอง
-ตรึกตามอาการตื้นๆ
-ถือว่าถูกต้องตามความเชื่อเดิมๆของตน
-ผู้พูดน่าเชื่อถือ
-ผู้พูดเป็นครูบาอาจารย์

วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

บันทึกประจำวันที่ 8 (วันอังคารที่ 7 เมษายน 2552)

วันอังคารที่ 7 เมษายน 2552 [ดูกาย ดูใจ]

วันนี้เข้ากรรมฐานเหมือนเดิม พระอาจารย์สอนเพิ่ม step การเดิน
มากขึ้น
step 1 ซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ
step 2 ยกหนอ เหยียบหนอ
step 3 ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ
เสร็จแล้วก็มานั่งต่อ

ส่วนใหญ่จะเป็นการต่อสู้กับความเจ็บ ความปวดในการนั่ง
ก็ได้ฝึกเยอะเลย รู้สึกก้าวหน้าขึ้นอีกขั้นนึง รู้จักวิธีต่อสู้
กับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น เริ่มเกิดปัญญา คิดจัดการกับมัน

ขณะฝึกก็พยายามแผ่เมตตา แผ่ส่วนบุญ ส่วนกุศลไปด้วย
ก็รู้สึกดีมากๆ ขอให้อาม่า อางกง อากุ๊ง อาเตี๋ย ญาติๆทั้งหลาย
มาม๊า ปาป๊า ได้รับส่วนบุญ ส่วนกุศลที่ได้ปฏิบัตินี้ แล้วก็ขอให้
พี่แป้งหายป่วย สุขภาพแข็งแรงขึ้นๆ ขอเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย จงรับ
ส่วนบุญ ส่วนกุศลเหล่านี้ แล้วเลิกจองเวร อโหสิ ไปสู่สุคติเป็นสุขๆเถิด

ถึงวันนี้ก็ถือว่าครึ่งนึงแล้ว เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วในแต่ละวัน
เวลาเหลือไม่มาก ต้องตั้งใจต่อไป เต็มที่กับชีวิต ชีวิตเกินร้อย M150!

ปล. วันนี้มีเรื่องตลกนิดนึงคือ เมื่อวานพระอาจารย์บอกว่าวันนี้ไม่ต้อง
เก็บกับข้าวเพลไว้ เพราะมีคนจะเลี้ยงเพล ตอนแรกก็ลืม
เก็บกับข้าวมาแล้ว แต่นึกขึ้นได้ตอนพักหลังฉันเช้า เลยเอากับข้าว
ไปให้เด็กวัดซะ พอถึงเวลาเพลเข้าจริงๆ พระอาจารย์ก็บอกว่า
งานเข้า จำผิดวัน ต้องวันพรุ่งนี้! เลยได้ไปเอากับข้าวในกะละมัง
มาใหม่ [จงอยู่ง่ายกินง่าย] ท่านอื่นๆ ไปต้มมาม่ากันเป็นแถวเลย

-----------------------------------------------------------------------------------------------------

สมาธิเริ่มดีขึ้น ดีขึ้น

ดูกาย ดูใจ สงบ ระงับ
แยกกาย แยกใจออกจากกัน

นั่งสมาธิแบบ กำหนดจิตแยก เฝ้ามองดูกาย ดูความคิด
เฝ้าอยู่กับตัวเอง

ความเจ็บ ความปวดที่เกิดขึ้นทั้งหลาย มันเกิดขึ้นกับกาย
เราทุกข์เพราะ จิตเรารับเอาความเจ็บปวดมาปรุงแต่ง
ถ้าจิตเราปล่อยให้ความเจ็บปวดนั้น อยู่แค่ที่กาย
เราก็ไม่ทุกข์

"เวลากราบพระไม่ขอพร เพราะช่วงเวลาที่จิตปราศจากความอยาก
มันช่างสะอาดเหลือเกิน"

การอธิษฐานคือการตั้งใจ ไม่ใช่การขอ

นอนทำสมาธิ ผ่อนคลาย ก่อนหลับเพื่อหลับสบาย

บันทึกประจำวันที่ 7 (จันทร์ที่ 6 เมษายน 2552)

วันจันทร์ที่ 6 เมษายน 2552 [เริ่มมีอะไรในการนั่งสมาธิ]

ทำสมาธิหลังทำวัตรเย็นวันนี้ พระอาจารย์สอนให้สู้กับความเจ็บปวด
ก็เกิดความรู้สึกใหม่ที่ไม่เคยคือ การต่อสู้กับความเจ็บปวดท่องว่าปวดหนอ ปวดหนอ
แล้วจับความรู้สึกไปที่จุดที่ปวด(หลัง) กำลังเข้มข้น พอดีพระอาจารย์
ให้หยุดซะก่อน ทีแรกหยุดไม่ได้เพราะรู้สึกว่าถ้าหยุด จะแพ้ความเจ็บปวด จะปวดเยอะ
ก็รุ้สึกเหนื่อยเหมือนกัน เดี๋ยวคืนนี้ต้องไปลองทำต่อว่าจะเป็นยังไงอีกบ้าง

ส่วนวันนี้ตอนเช้า พระอุปัชชา (เจ้าอาวาส) ก็มาให้โอวาส
เรื่องการทำกรรมฐานเล็กน้อย แล้วก็ไปเรียนกรรมฐานได้แป๊บนึง
ก็ฉันเพล พอตอนบ่ายฝนตกแรงมาก น้ำท่วมถังขยะล้ม
ขยะลอยเลย รองเท้าก็ลอยเหมือนกัน ดีนะที่เก็บไว้ก่อนทัน

กรรมฐานวันนี้เป็นวันแรก พระอาจารย์ก็สอนพื้นฐานหลายๆเรื่อง
เรื่องการตั้งจิตอธิษฐาน ตั้งใจเข้าฝึกกรรมฐาน วิธีการทำกรรมฐาน
ท่ายืน เดิน นั่ง การบริกรรมเบื้องต้น การดูจิตดูใจ
การต่อสู้กับความเจ็บปวด เวลาฝึกในชม.เรียนมีไม่มากเท่าไหร่
คงต้องเอามาฝึกเองก่อนนอน น่าจะดีที่สุด

ก็อารมณ์ความตั้งใจ ก็กลับมาแล้ว ต้องตั้งใจมากๆ
ญาติดยมจะได้ได้บุญเยอะๆ ก็ขอให้อากุ๊ง อาม่า ได้รับอานิสง
นี้ อยู่อย่างร่มเย็นในภพที่ท่านอยู่ ขอให้ป๊าม๊าได้รับอานิสง มีความสุข
มากๆ และก็ขอให้พี่แป้ง หายป่วยจากโรคทั้งหลายเร็วๆ าธุ

ทำสมาธิก่อนนอนวันนี้ ต่อสู้กับความเจ็บปวดให้ถึงที่สุด!!!
- ท่า ยืน นั่ง นอน --> หลับไปในท่านอน

------------------------------------------------------------------------------------

ตรัยสรณะ - ที่พึ่งทั้ง 3
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต
ผู้ใดไม่เห็นธรรม แม้จะจับจีวรอยู่ ผู้นั้นก็ไม่เห็นเรา ตถาคต

คนที่ชอบดูภายนอก สง่า ราศรีของพระพุทธเจ้า
ท่านว่า เห็นแต่ร่างกายที่เน่าเปื่อยพุพังของท่าน ไม่ได้ประโยชน์อะไร

การกราบไหว้พระพุทธรูปเพราะสวยงาม เท่ากับรู้จักแค่เปลือก
เพื่อคลัง เพื่อ ศักดิ์สทธิ์ก็แค่เปลือกเหมือนกัน

การทำสมาธิในหลายๆ อิริยาบท
เดิน
นั่ง
ยืน - พิจารณาปลายเท้าจรดปลายเส้นผม ปลายเส้นผมจรดปลายเท้า
นอน - ให้รู้สึกตัว มีสติว่าหลับไปตอนไหน หายใจเข้า หรือ หายใจออก

ความเจ็บปวดตอนกรรมฐาน มีวิธีจัดการอยู่ 2 วิธี
หลีกเลี่ยง - ปล่อย ไม่สนใจความเจ็บปวด ไปสนใจที่จุดอื่นแทน
สู้กับมัน - เอาความรู้สึกไปจับที่จุดทื่ปวด ปวดหนอ ปวดหนอ
ยิ่งสู้ก็จะยิ่งปวด ให้ปล่อยวางให้ได้ ไม่ได้นั่งให้หายปวด แต่นั่งให้หายทุกข์กับความปวดให้ได้

หลังทำสมาธิ จิตจะเป็นกุศลมาก ให้รีบแผ่เมตตา หลังทำสมาธิทุกครั้ง

---------------------------------------------------------------------------------------

การฝึกกรรมฐานในวันนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เอาชนะความปวดที่หลังได้
หลังจากฝึกไป 2 - 3 วัน หลังจากนั้นพบว่า ความเจ็บปวดที่หลังขณะที่นั่งสมาธินั้น
หายไปแทบจะทั้งหมด ไม่ปวดอีกเลย

ทำให้เข้าใจเลยว่า คำว่าร่างกายมันปรับตัว มันเป็นยังไง
เมื่อเราต่อสู้กับมันจนถึงที่สุด ทำให้เราก้าวข้ามมันมาได้

การนั่งกรรมฐานในวันนี้ ถือเป็นบทเรียนที่สำคัญ บทนึงในชีวิตเลยทีเดียว
^^

บันทึกประจำวันที่ 6 (อาทิตย์ที่ 5 เมษายน 2552)

วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน 2552 [วันอาทิตย์ - วันพระวัดชลประทาน]

แป๊บเดียววันอาทิตย์แล้ว ยังไม่ค่อยได้ทำอะไรเท่าไหร่เลย
วันนี้ไม่มีเรียน ตอนเช้าบิณฑบาตร หลวงพี่เมไม่ได้มา ก็เป็นคนเดินนำบิณฑบาตรเองเลย
จำทางได้แล้วก็สบาย ออกตั้งแต่เช้าเลย โยมบางบ้าน ยังไม่เปิดเลย แต่ส่วนใหญ่
ก็ออกมารอกันตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว ขยันมากโยม อนุโมทนา พอกลับมาก็นั่งที่ลานหินโค้ง
ฟังธรรมะ ฉันเช้า เสร็จกลับกุฏิ ล้างบาตรแล้วก็ออกมาที่ลานหินโค้งอีก

วันนี้ก็ไม่ค่อยฟุ้งซ่านแล้ว เริ่มเข้าที่เข้าทาง เริ่มมีสมาธิดีขึ้น
ทำวัตรเช้า-เย็นวันนี้วันแรกเลยที่ทนนั่งคุกเข่าได้ตลอดรอดฝั่ง ก็รู้สึกดีที่ทำได้
(ส่วนนึงที่ทำได้เพราะท่านแบงค์บอกว่าท่านทำได้ เราเลยฮึดว่าเราก็น่าจะได้)
เวลาสวดอย่างตั้งใจ สวดก็ไม่น่าเบื่อเลย กลับรู้สึกสนุกขึ้นมา
ที่ได้สู้กับความอดทน และได้ยินดีกับความสำเร็จเล็กๆที่ชนะตัวเองได้ด้วย

ตอนบ่ายไม่มีเรียน เลยว่างมาก นอนไปฟักนึง พอตื่นก็ไม่อยากจะนอนต่อ
เลยมานั่งอ่าน หนังสือหลวงพ่อปัญญาที่ท่านสอนพระนวกะไว้ ได้ความรู้หลายอย่างเลย
"มีเวลาว่าง อย่านอน" จำไว้ๆๆ

พรุ่งนี้จะเข้ากรรมฐานแล้ว น่าจะลำบากพอดูอยู่ ต้องพยายามตั้งใจ
ทำให้ดี ให้ได้บรรลุ เกิดผลอะไรซักอย่างขึ้นให้ได้

----------------------------------------------------------------------------------------

การสวดมนต์คือ การระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า ตุณของพระธรรม และ คุณของพระสงฆ์
สวดมนต์แปล อย่างตั้งใจ ได้ทั้ง ศีล สมาธิ และ ปัญญาครบเลย
สวดมนต์ยังเป็นการภาวนาอย่างนึง เป็นบุญที่ดีที่สุดด้วย

การกราบพระพุทธรูป คือกราบคุณความดีของพระพุทธเจ้า
ไม่ใช่กราบเพราะพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์อะไร
แต่กราบเพื่อระลึกถึง พระพุทธเจ้า พระธรรมของท่าน
เพื่อเตือนใจตนเอง

พระพุทธรูป , พระเครื่อง มิได้มีเพื่อศักดิ์สิทธิ์

พระพุทธเจ้าก่อนประรินิพพาน ได้ตรัสไว้ว่า ให้ธรรมะเป็นศาสดาของ
เธอต่อไป ไม่ได้ให้พระพุทธรูปเป็นศาสดา

ก่อนนอน นั่งสมาธิ สงบใจให้นิ่งก่อนนอน

บันทึกประจำวันที่ 5 (เสาร์ที่ 4 เมษายน 2552)

วันเสาร์ที่ 4 เมษายน 2552 [เริ่มจะฟุ้งซ่าน]

วันนี้ฟุ้งซ่านแต่เช้าเลย ไม่รู้วันนี้เป็นอะไร คิดนู่นคิดนี่ตั้งแต่เช้า
บิณฑบาตรมาเสร็จ มานั่งที่ลานหินโค้ง เห็นโยมเต็มเลย ก็พยายามไม่มองแล้วนะ
แต่มันก็ไปเห็นเอง ก็เริ่มจะฟุ้งซ่านๆ ก็ไปเรียนเช้า ไม่ค่อยจะเข้าหัวเลย

พอเที่ยงฉันเพลเสร็จ ก็ชวนท่านพระแบงค์ไปนั่งอ่านหนังสือ
ที่กลางลานสี่เหลี่ยม อ่านได้พักนึง ท่านก็ขอตัวไปเข้าฌานขั้นสูง
เราก็นั่งสมาธิไป ได้แค่ 10 นาทีก็ฟุ้งซ่าน ง่วงนอนอีก
ก็เหลือเวลาอีก 15 นาที ก็เลยมาเอนนอน เกิดหลับไปเลย แล้วตั้งปลุกไว้
ก็ไม่ตื่น เกือบจะสายเลย แล้วก็งัวเงียๆ เรียนๆไปเรื่องพระคุณของ พ่อ แม่
ก็ไม่ค่อยอินไม่ค่อยเข้าหัวเท่าไหร่ เอื่อยๆไปเลย (แต่บางท่านเห็นร้องไห้กันเลย)
ตอนบ่ายแก่ๆ ก็ฝนตกลงมาอีก เลยไม่ได้กวาดลานวัดอีกแล้ว
ก็เลยได้ไปล้างห้องน้ำอีกวัน

พอมาประชุมเย็น พระอาจารย์กลับมาไม่ทัน เลยว่างซะงั้น
นั่งคุยกับท่านแบงค์ เรื่องผีๆไป o.o น่ากลัวนิดหน่อย
แต่อยากรู้ อยากเห็นมากกว่า แต่ก็ไม่ได้เอามาเป็นสาระอะไรมากมาย
เดี๋ยวก่อนนอนต้องทำสมาธิ สงบจิตให้ได้ซักหน่อย
เวลาฟุ้งซ่านยังมีอีกมาก เวลาบวชเหลือไม่มาก ต้องตั้งใจ

--------------------------------------------------------------------------

ไหว้ตัวเองให้ได้
ทำดีให้มากพอ

นอนกลางวัน - เอื่อยไปทั้งวัน
มีเวลาว่าง ห้ามนอน!!!

ตั้งใจให้ดี พยายามตั้งจิต ทำให้มันได้

อย่าพึ่งล้า ต้องสุดๆ ให้ถึงที่สุด

ก่อนนอนทำสมาธิได้เล็กน้อย

บันทึกประจำวันที่ 4 (ศุกร์ที่ 3 เมษายน 2552)

วันศุกร์ที่ 3 เมษายน 2552 [ว่างแล้วอย่าอยู่เฉยๆ]

วันนี้เป็นวันที่กิจกรรมเยอะมาก เรียกว่าแน่นตลอดวัน ขนาดยังไม่ได้ทำวัตรเช้า
(จริงๆก็แน่นเพราะไม่อยากอยู่ว่างเองด้วย)
ตั้งแต่ตี 5 ก็ออกไปบิณฑบาตร ต้องเริ่มจำทางเพราะหลวงพี่ที่เดินนำจะไม่อยู่ 2 วัน
ก็คิดว่าพอจำได้แล้ว บิณฑบาตร ก็เห็นชาวบ้านที่ใส่บาตร ตั้งใจกันมากๆ
ต้องยิ่งตั้งใจเป็นเนื้อนาบุญที่ดียิ่งๆขึ้นไป

ตอนเช้าเรียนวินัยสงฆ์ต่อ ก็รู้เรื่องกฎระเบียบมากขึ้น
เพื่อจะได้รักษาวินัยได้บริสุทธิ์ ยิ่งขึ้น

ตอนเที่ยงพอมีเวลา เลยอ่านหนังสือสมาธิดู(เผื่อจะมีวิธีสงบใจได้ดีขึ้น)
ก็อ่านหนังสือรวมวิธีทำสมาธิแบบอาปานสติ ของท่านพุทธทาส
สรุปได้วิธีปฏิบัติมา 4 ขั้น
เลยลองนั่งดูที่กลางลานกุฏิสี่เหลี่ยม ก็รู้สึกว่าสบายกว่าเมื่อวาน รู้สึกมีสมาธิดี
พอใกล้ๆเวลาก็ไปเรียนต่อ มีเรื่องปลงอาบัติด้วยวันนี้ ต้องปลงทุกวัน
ตอนบ่าย เลิกเรียน พระอาจารย์แบ่งหน้าที่ให้แต่ละกลุ่มไปทำความสะอาด
ในบริเวณวัดก็แบ่งๆหน่าที่กันไป กลุ่มเราได้ไปกวาดถนน แต่พอดีว่าฝนตกลงมา
ไม่ต้องไป เลยไปล้างห้องน้ำแทนดีกว่า (ตาม concept ว่าว่างแล้วอย่าอยู่เฉยๆ)
ก็รู้สึกดีมาก ล้างห้องน้ำจริงๆก็ไม่ได้ลำบากอะไรเลย ทำกันหลายคน แป๊บเดียวก็เสร็จ

พอ 5 โมงเย็นก็ขึ้นไปเรียนต่อ เรื่อง ศีล เรื่องศาสนพิธี
เสร็จแล้วก็ได้ทำวัตรเย็น เป็นวันแรก

คุกเข่านานมาก ตอนแรกก็ทนคุกเข่าไป พอนานๆชักไม่ไหว
เลยคุกเข่าแบบราบลงไปกับพื้น ตอนเปลี่ยนท่า ชาเลย
นั่งอยู่ได้ประมาณ 20 นาทีได้ พระอาจารย์ถึงให้เปลี่ยนเป็นพับเพียบ O.O
แปลว่าจริงๆ ต้องคุกเข่าเต็มๆ เกือบครึ่งชม.!!!

พอจบ พระอาจารย์ให้นั่งสมาธิต่อ 5 นาที จริงๆควรจะสบายๆ เพราะ
ว่าแป๊บเดียวเองเมื่อวานนั่งเองนานกว่านี้ตั้งเยอะ
แต่วินาทีนั้น นานมาก ทำสมาธิไม่ได้เลย ปวดหลังสุดๆ ปวดขา ปวดท้องด้วย
(อันหลังนี่สำคัญสุดๆ) พอเลิกมาก็เหนื่อยสุดๆ ปลงอาบัติแล้วเอนหลังเลย
แต่ไม่ไหวเหนียวมาก เลยไปสรงน้ำแล้วกลับมา
คงนั่งสมาธิได้ไม่นานมาก แต่ก็ต้องตั้งใจละนะ ต้องตั้งใจๆ

-----------------------------------------------------------------------------------------------------

สมาธิ 4 ขั้น [อานาปานสติ]
- ตามดูลมหายใจ (จมูกถึงสะดือ สะดือถึงจมูก)
- เฝ้าดูลมหายใจ
- สร้างนิมิต / เปลี่ยนรูปนิมิตได้ตามใจ
- เกิดปฐมฌาน
* ต้องพยายามทำให้ได้ ตั้งใจศึกษา ปฏิบัติตามนี้

ช่วงกลางวัน
สมาธิวันนี้ ดีกว่าวันก่อนขึ้นมาอีกนิด รู้สึกสบายกว่าเมื่อวาน
คิดว่าน่าจะค่อยๆพัฒนาขึ้นเป็นลำดับ

แต่ช่วงทำวัตร สมาธิไม่ดีเลยอาจเป็นเพราะหลายๆอย่าง
ปวดท้อง
ไอ กังวลเรื่องคอ
เปียกฝนมาด้วยส่วนนึง
คุกเข่า + พับเพียบมานาน ---> ปวดหลังมาก
ต้องฝึกต่อไป

ก่อนนอนวันนี้ น่าจะทำสมาธิได้ไม่นานมากเท่าไหร่
เพราะวันนี้ดูจะเหนื่อยมามาก วันต่อๆไปน่าจะดีขึ้น (ชิน)
ตั้งไว้ประมาณ 30 นาที

เริ่มๆกังวลถึงพี่แป้งนิดๆ
แหะๆ ตั้งใจๆ

บันทึกประจำวันที่ 3 (พฤหัสบดีที่ 2 เมษายน 2552)

วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน 2552 [บิณฑบาตร วันแรก]

เป็นวันแรกที่ออกบิณฑบาตร หลวงพี่เดินนำ ท่านเดินเร็วมาก
เดินจ้ำๆตาม พอจะทันอยู่ แต่หลวงพี่ข้างหลังตามไม่ทัน เลยกลายเป็น
เดินอยู่ห่างพอสมควร มีให้พรเล็กน้อย บทสั้นๆ (แต่พอมาเรียนพระวินัย
ช่วงบ่าย พระอาจารย์บอกว่า ห้ามให้พร ซะงั้น - ดูในหนังสือนวโกวาท
ก็มีห้ามไว้จริงๆด้วย - -") เดินไปไกลทีเดียว ชาวบ้านที่ใส่บ้าน ดูเหมือน
จะเป็นชาวบ้านที่ใส่กันทุกวันเป็นประจำอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องลุ้นเลยว่าจะมี
โยมมาใส่มั้ย เพราะของเยอะมาก มีจุดแวะพักถ่ายของลงกลางทาง แล้วมีรถตู้
ช่วยขนของกลับด้วย O.O พอกลับมาก็ฉันเช้าที่ลานหินโค้ง
เฉพาะที่ลานหินโค้งก็โยมเพียบเลย อาหารเยอะมาก

ตอนบ่ายไปเรียน อ้อ ตอนเช้าก็มีเรียนเล็กน้อย แต่ไม่นาน
ก็เรียนห่มจีวรอีก เป็นครั้งที่ 3 ^.^" ตอนบ่ายเข้าเรียนเรื่องวินัยสงฆ์
แจกหนังสือ นวโกวาท น่าจะเล่มเดียวกับที่เคยเรียนสมัยที่เรียนที่วัดราชบพิธ
(สำหรับนักธรรมตรี) จำได้ว่าตอนนั้นเรียนไม่รู้เรื่องเลย จำอะไรไม่ได้เลย
ตอนนี้มาเรียนอีกที เริ่มเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไรมากขึ้น ก็เรียนเกี่ยวกับ
วินัยของพระสงฆ์ บวกกับมาอ่านเองต่ออีกหน่อย ก็เลยรู้เลยว่า ทำผิดไปเพียบเลย

วันนี้กลางวันมีเวลาเยอะเลยเอาบทสวดอนุโมทนามาท่องเพิ่มซะหน่อย
พอกล้อมแกล้มได้แล้วตอนที่เรียนพระวินัยอยู่ หลวงพี่ข้างๆ มาท่องๆ ถามๆอะไร
เลยบอกไปว่าท่องได้แล้ว (ยังไม่ค่อยคล่องหรอก ประมาณว่าโชว์พาว!) แล้วมารู้สึกว่า
ไม่น่าไปอวดอ้างเลย แสดงว่าเรายังยึดติดอยู่เยอะ คงต้องค่อยๆฝึก
ต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา!

ตอนเย็นเป็นประชุม เรื่องแบบทั่วๆไป ก็ได้หนังสือมาอีก 4 เล่ม
หนาเตอะ (ไม่น่าแบกหนังสือมาจากบ้านเยอะเลย ฮาๆ)

-----------------------------------------------------------------------------------------------------

ไม่อวดอ้าง ไม่ยินดียินร้าย ปล่อยวางให้ได้

หลักสำคัญ 3 ประการ
ศีล สมาธิ ปัญญา

การทำบุญ 3 วิธี
ทาน - การให้ การทำบุญทั่วไป ทำได้ง่าย ให้ผลน้อยที่สุด
ศีล - การรักษาศีล
ภาวนา - การฝึกจิตใจ ให้ผลมากที่สุด

มีเวลาว่าง อย่านอน
กรรมฐาน
ท่องบทสวด
อ่านหนังสือ หาความรู้ เพิ่มเติม

สมาธิวันนี้ ตั้งไว้ 1 ชม.ก่อน ถ้าไหวก็ต่อเท่าที่ไหว
นั่งได้ประมาณ 20 นาที
ฝนจะตก ฟ้าร้องเลยออกไปเก็บผ้าที่ตากไว้
แล้วกลับมานั่งต่อไม่ได้แล้ว

บันทึกประจำวันที่ 2 (พุธที่ 1 เมษายน 2552)

วันพุธที่ 1 เมษายน 2552 [วันบวช - เป็นพระวันแรก]

ช่วงเช้าแต่งชุดขาวเป็นนาคอยู่ กินข้าวต้มตอนตี 5 แล้วก็ออกมา
ที่ลานหินโค้ง เอาบาตรกับผ้าไตรไปขอขมาบิดา มารดา
แต่เสียดายมากที่มะม๊าไปเอาซาลาเปาตอนเช้า เลยมาไม่ทัน
เลยได้กราบขอขมาแค่ปะป๊า ขออโหสิกรรม น้ำตาซึมๆ เสียงสั่นๆ ^^
ป๊าก็บอกว่า ป๊าอโหสิให้ ป๊าดีใจ ขอให้เจริญในพระธรรม

แล้วก็กล่าวคำขอบวช(ที่ท่องกันมาเป็นอาทิตย์) เสร็จแล้วก็เปลี่ยนชุดเป็นผ้าเหลือง ^_^
บวชเป็นสามเณรก่อน วันนี้พิธีการทั้งวันเลย

แล้วก็มีเลี้ยงเพลกัน อาหารเยอะมากๆๆๆ ฉันไม่หมด เยอะจริงๆ
ก็ขออนุโมทนา สาธุ กับญาติโยมทุกคน ขอให้บุญกุศลที่กระทำมา
ส่งผลถึงญาติโยมทั้งที่ยังอยู่ ทั้งที่ล่วงลับ ทั้งที่มา ทั้งที่ไม่ได้มา สาธุ

ตอนบ่ายก็ฝึกห่มจีวร แล้วก็เข้าโบสถไปขอบวชเป็นพระ
ตื่นเต้นนิดหน่อยเพราะต้องขึ้นเป็นชุดแรกเลย เจ้าอาวาสท่านน่ากลัว
เล็กน้อย แหะๆ แต่จริงๆท่านใจดี คอยบอกตลอด

หลังจากเป็นพระแล้ว ก็ได้พระอาจารย์สอนสิ่งจำเป็นที่ต้องรู้ทันที 8 ข้อ
สิ่งที่ควรทำ 4 อย่าง
1. ใส่จีร ผ้ากาสายะ (ผ้ามัดย้อม)
2. อยู่โคนไม้
3. ฉันบิณฑบาตร
4. กินยารักษาโรค

กับสิ่งที่ห้ามทำ 4 อย่าง(ปราชิก)
1. ฆ่าคนตาย
2. เสพเมถุน
3. ลักขโมยโดยเจตนา
4. อวดอ้างอุตริ (อ้างอิทธิฤทธิ์ที่ไม่มีในตน)

สุดท้ายตอนค่ำก็ตระเตรียมเรื่องบิณฑบาตรพรุ่งนี้ วิธีการหิ้วบาตร
วิธีรับของ จะไปกับพระพี่เลี้ยง 2 รูป คือ หลวงพี่เม กับหลวงพี่เบียร์

-----------------------------------------------------------------------------------------------------

ตั้งใจทำให้เต็มที่
ตั้งแต่วันนี้ ก่อนนอน ถ้าไม่ดึกจนเกินไป
จะนั่งสมาธิ ฝึกจิต ฝึกใจก่อนนอนทุกคืน

วันที่ 1 ตั้งใจไว้ 1 ชม.
ทำได้จริง 45 นาที
ปวดหลังมาก เมื่อยขามาก
จิตใจไม่ค่อยสงบเท่าไหร่
กังวลอยู่กับความเมื่อยล้า

วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2552

บันทึกประจำวันที่ 1 (อังคารที่ 31 มีนาคม 2552)

วันอังคารที่ 31 มีนาคม 2552 [วันแรก เข้าวัด - โกนผมเป็นนาค]

ตอนเช้าออกไปซื้อของก่อนไปวัด วุ่นวายนิดหน่อย
ให้มะม๊าเตรียมของให้ ของเยอะมาก กระเป๋าบะเริ่มเลย
วันนี้ก็มีมากัน 4 คน มะม๊า ปะป๊า พง แล้วก็นู๋สุ
ทีแรกก็ไม่ได้คิดอะไร แต่พอมาถึงวัดจริงๆแล้วรู้สึกแปลกๆ
เริ่มห่วงๆพี่แป้งว่าจะเป้นยังไงมั้ย 0_0"
แต่ก็ตั้งใจแล้วก็ต้องเต็มที่แหละสู้ๆ

พอมาถึงฝนก็เริ่มตกเลย ฤกษ์ดีจริงๆ ทีแรกก็ไม่ได้ขนของลงมาเลย
นึกว่ามาขนทีหลังก็ได้ ตอนหลังเลยต้องวิ่งลุยฝนมาขนกะป๊าเลย
เลยโกนหัวช้าไปด้วยเพราะต้องต่อคิวนานเลย

เรื่องไอพอเข้าวัดแล้วรู้สึกจะหายไปเลย ไอแค่นิดๆหน่อยๆ
ดีจัง ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยคุ้มครองให้พงทำได้เต็มที่ครับ

วันนี้ส่วนใหญ่ก็ซ้อมพิธีการบวชพรุ่งนี้ก็จัดลำดับ
ได้ลำดับที่ 76 แล้วก็เข้าพักห้องกุฏิสี่เหลี่ยม จับฉลากได้ห้องเบอร์ 12
พอได้พ้องได้ลำดับ นึกถึงพี่แป้งขึ้นมาเลย จะเอาไปแทงหวยป่ะเนี่ย 555
คิดอีกทีก็พอเต๊อะ เดี๋ยวหมดตัว :P

ช่วงค่ำพระอาจารย์ให้การบ้านมาด้วย 1 อย่างเรื่องก่อนบวช
ต้องขอขมาพ่อแม่ ให้ไปคิดมาด้วยว่าจะขอขมาว่าอะไรบ้าง
คิดๆแล้วน้ำตาจะไหล งื้อๆ

นึกภาพเอาผ้าไตรให้มะม๊า เอาบาตรให้ปะป๊าแล้วขอขมาอโหสิ
ในสิ่งที่ทำไม่ดีไปทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ พงจะไปบวชแล้วจะตั้งใจศึกษา
พระธรรม จะทำตัวให้เป็นคนดีไม่ต้องให้ป๊าม๊าทุกข์เพราะลูกคนนี้
ป๊า ม๊าไม่ต้องห่วง ลูกคนนี้ต้องได้ดีแน่ กราบ~


-----------------------------------------------------------------------------------------------------

ข้าพเจ้าขอตั้งจิต อธิฐาน
ขอตั้งใจจริง ฝึกจิตใจ เรียนรู้ในพระธรรมคำสอน
15 วันนี้จะไม่วอกแวก ไม่นอกลู่นอกทาง
ตั้งใจเต็มที่

ขอให้ผลบุญที่ข้าพเจ้าเคยทำมา ช่วยส่งให้ข้าพเจ้า
เดินไปในทางที่ถูกในทุกๆเรื่อง
ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชี้แนะ ชี้นำทางที่ควรด้วยเถิด~สาธุ

วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2552

เกี่ยวกับ blog นี้

สวัสดีครับ ที่สร้าง blog นี้ขึ้นมาเพราะอยากจะเล่าประสบการณ์การบวชที่ได้บวชมาเป็นระยะเวลา 15 วัน
ที่วัดชลประทานรังสฤษฎ์นะครับ

ก็ได้ประสบการณ์ที่ดีจากการบวชครั้งนี้มามากมาย เลยอยากจะแบ่งปันให้คนอื่นได้รู้บ้าง
เผื่อว่าใครอยากแล้วอยากจะบวชบ้าง ก็ขออนุโมทนานะครับ

หวังว่าประสบการณ์เล็กๆของผมจะเป็นประโยชน์ต่อทุกคนที่เข้ามาพบเห็นนะครับ

-----------------------------------------------------------------------------------

บรรพชา ครานี้ เดือนเมษา
ได้เวลา ดวงจิต สุกสดใส
ชำระล้าง ให้สว่าง กระจ่างใจ
สุกอุไร ในความดี ที่วัดชล

ศีล สมาธิ และปัญญา
ไตรสิกขา ปฏิบัติ ให้เกิดผล
ตั้งมั่นจิต ตั้งมั่นใจ ไร้กังวล
ไร้สับสน เรื่องใดๆ ใช้พระธรรม

กรรมฐาน งานหลัก ปฏิบัติ
เอาให้ชัด ที่จิต พิศมัย
ในความว่าง ความสุข เกิดที่ใจ
สิ่งใดใด ในโลก อนิจจัง

สัพพะโร สัพพี อภิวา
บุญนำพา ทุกชีวี ให้สุขสันต์
สรรพโรค ทุกโศก หายเร็วพลัน
อายุวันโนสุขัง พะลังเอย